ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์,สร้างแบรนด์,เรียน Branding,ที่ปรึกษาธุรกิจ SME,ที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์

กลยุทธ์แบรนด์ 2021 

แนวคิดการทำแบรนด์ที่ คนมักมองข้าม

 

BLOG

  • ในปี 2021 นี้ เป็นปีที่เราทุกคนต้องสู้กับวิกฤตโควิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายธุรกิจต้องปรับตัวมาเปลี่ยนทั้งรูปแบบ เปลี่ยนช่องทางการสื่อสาร หรือกระทั่งไปถึงเปลี่ยนธุรกิจไปเลย ที่อาจจะกระทบมาก ๆ ก็คือ
    ท่องเที่ยว ร้านอาหารกลางคืน และที่เกี่ยวข้อง แต่หลาย ๆ ธุรกิจก็กลับเติบโตขึ้น โดยเฉพาะฝั่งเดลิเวอรี ธุรกิจด้านไอที สินค้าที่ต้องใช้ในบ้าน และสินค้าเพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการแบบใด โลกออนไลน์ คือความหวังของทุก ๆ คน

  • บทความนี้ อยากจะมาแบ่งปันถึงกลยุทธ์แบรนด์ 2021 เพื่อช่วยให้การทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ
    มีกลยุทธ์ที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้เราสามารถค้นหาลูกค้า และสร้างความประทับใจนำมาซึ่งรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นครับ

 

     1. รู้ Insight - เข้าใจ Target

พอเราพูดถึงการเข้าใจกลุ่มลูกค้า ก็จำเป็นที่เราจะต้องพูดถึงความแตกต่างของคน 5 เจเนเรชั่น

ตามที่หนังสือของนักสังคมวิทยา Karl Mannheim ได้เขียนเอาไว้การเข้าใจในเรื่องปัญหาของช่วงอายุ

จะเกี่ยวพันกับสินค้า และตัวตนของแบรนด์เราเช่นเดียวกัน

 

การแบ่งประเภทของคนตาม generations จะดูที่ปีเกิดเป็นหลัก โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

 

        1.1 กลุ่ม Original (เกิดตั้งแต่ 1945 ย้อนขึ้นไป)  

  • กลุ่ม Original หรือที่เรียกว่า คนรุ่นเก๋า เป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์มองเห็นโลกมากที่สุด

        ผ่านช่วงยุคสงคราม, โรคระบาด, ความอดอยาก, เข้าใจเรื่องการประหยัด, การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย

        มีความอดทนต่องานหนักเพื่อสร้างครอบครัว

  • เป็นกลุ่มคนที่มีความศรัทธาต่อประเทศชาติ และองค์กรที่ตัวเองผูกพัน

  • เทคโนโลยีที่รู้จักมากที่สุด ก็คือ ทีวี, วิทยุ 

  • คนรุ่นเก๋าที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต มีเงินเก็บและรายได้จากเงินบำนาญ ก็อาจส่งผลให้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงในการซื้อสินค้าหรือบริการ และยิ่งในภาวะที่ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงทำให้ตลาดกลุ่มคนรุ่นเก๋ายิ่งเป็นสิ่งที่น่าจับตามองมากเลยทีเดียว

  • สิ่งที่สามารถสร้างอิมแพคกับคนรุ่นนี้ ได้แก่  

          -  สินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความสบายใจ

          -  คอนเทนต์ที่เป็นการย้อนวันวานให้หวนคิดถึงความสุขในอดีต จะเป็นสิ่งที่คนกลุ่มนี้ถูกใจ 

          -  การได้ให้พื้นที่ในการเล่าถึง เรื่องราวของเขาจึงเป็นสิ่งที่คนรุ่นนี้ สบายใจ

  

          1.2 กลุ่ม Baby boomers (1946 -1964) 

  • กลุ่ม Baby boomers น่าจะเป็นกลุ่มที่เริ่มเกษียณ เป็นรุ่นที่เรียกว่า สร้างชาติก็เป็นได้ เพราะเป็นยุคที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมมาสู่การเป็นสังคมผลิต

  • การนำเอาวิธีการอย่างการทำการตลาด การโฆษณา ถูกเริ่มต้นจากคนยุคนี้ หลาย ๆ คนเข้าใจดีว่าประเทศไทยมีกลุ่มคนที่อายุ อยู่ในระหว่าง 60 มากถึง 20% ซึ่ง ทำให้เรามองเห็นภาพ สินค้าหรือบริการ ที่ไปตามคนกลุ่มเหล่านี้

  • สิ่งที่สามารถสร้างอิมแพคกับคนรุ่นนี้ ได้แก่

          -  แบรนด์ที่มีชื่อเสียงมานาน อย่าง Coca Cola หรือ Mercedes-Benz เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับ

          -  การพบเจอตัวต่อตัว คำพูดโฆษณาแบบปากต่อปาก รวมถึงความเป็นสถาบัน
             หรือความเป็นองค์กรยังเป็นสิ่งที่คนรุ่นนี้ยอมรับและผูกพัน

          -  ชื่นชอบคอนเทนต์ที่มีแนวคิด เช่น การแชร์ประสบการณ์, ถอดบทเรียนความสำเร็จ
              มักชื่นชมคนที่มีประสบการณ์ หรือการได้ฟังนักคิดมาเล่าให้ฟัง

          -  เนื่องจากคนรุ่นนี้หลายคนใกล้จะเกษียณแล้ว พวกเขาจึงมีแนวโน้มสนับสนุนนโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่น
             หรือ การ Work from home 

          -  คนกลุ่มนี้ยังพอคุ้นเคยกับเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนมาก อย่าง Youtube หรือ ไลน์ ก็เป็นเครื่องมือที่ยังรับได้    

          -  สนใจสินค้าและบริการ ที่จะทำให้ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีคุณภาพ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

             ประกันชีวิต ความเป็นครอบครัว พี่น้อง ก็เป็นเรื่องที่พวกเขาให้ความสำคัญ 

 

     1.3 กลุ่ม Gen X (1965-1979)  

  • กลุ่ม Gen X มีอยู่ไม่น้อยในประเทศไทย และค่อนข้างยังมีอิทธิพล ทั้งการเป็นผู้นำในองค์กร ,เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ หรือทำงานในระดับที่ปรึกษาของบริษัทต่าง ๆ 

  • คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ยังทันทั้ง 2 รุ่นก่อนหน้า คือ กลุ่ม Oranginal และ กลุ่ม Baby boomers

  • แต่สิ่งที่ Gen X จะต่างไป นั่นก็คือ หลาย ๆ คนในรุ่นนี้ ถูกปลูกฝังความคิดที่ไม่เหมือนรุ่นก่อน เช่น บางคนจะไม่ผ่านความยากลำบากเพราะรุ่นก่อนได้สร้างให้ แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะ Gen X บางคนที่พ่อแม่ยังไม่พ้นความลำบาก ก็ยังต้องสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง

  • คนกลุ่มนี้เป็นพนักงานที่มีความจงรักภักดีต่อองค์กร จนถึงยุคการเปลี่ยนแปลงดิจิตอล รุ่นที่มีมือถือกำเนิด หรือยุคม๊อบมือถือ คนกลุ่มเหล่านี้ทันการเปลี่ยนแปลงของอินเตอร์เน็ต และหลายคน มีทั้ง ปรับตัวได้ และปรับตัวไม่ได้

  • เป็นยุคที่รู้จักกับโรคร้ายอย่าง เอดส์ เป็นยุคที่ถุงยางอนามัยมีบทบาท เริ่มต้นการเปิดโลกของ เพลง MV และยุคนี้ เขายังเข้าใจฮิปฮอปนะครับ 

  • สิ่งที่สามารถสร้างอิมแพคกับคนรุ่นนี้ ได้แก่

          -  การเจอกันแบบต่อหน้า การพบปะกันจริง ๆ คือ สิ่งปรารถนาของคนเจนนี้

          -  การใช้เทคโนโลยีแบบไม่ซับซ้อน อย่าง ไลน์ และ Facebook ยังเป็นเครื่องมือที่คนรุ่นนี้รับได้

          -  การมีการยอมรับจากบุคคลที่ไว้วางใจ มีคนยืนยันว่าแบรนด์นี้คือดี คือใช่ ยังเป็นเหตุผลในการซื้อของคนรุ่นนี้

 

     1.4 กลุ่ม Millennials หรือที่เรียกกันว่า Gen Y (1980-1995)

  • กลุ่ม Millennials หรือ Gen Y มีช่วงอายุที่ค่อนข้างกว้าง จึงมีการแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ Gen Y ตอนต้น และ Gen Y ตอนปลาย

  • Gen Y ตอนต้น : 

          -  ในปัจจุบันอาจจะอายุ ขยับมาที่ 30 กว่า ๆ แล้ว ยังมีความเข้าใจในคน Gen X หรือรวมถึง
             Baby boomers อยู่บ้าง 

          -  มีลักษณะผสมเช่นเดียวกับ Gen X  แต่ก็ปรับตัวกับยุคสมัยใหม่ได้ดีกว่า มีแนวโน้มที่จะไม่ยึดติดกับองค์กร
             จึงเป็นยุคที่คนเริ่มออกมาเป็นเจ้าของกิจการ เป็นนักลงทุน เริ่มมีอาชีพใหม่ ๆ สำหรับคนยุคของเขา

          -  ไม่ได้ให้ค่ากับการเก็บออมเพื่อความมั่นคงเท่าคนยุคก่อน ๆ เพราะคนยุคนี้ต้องการออกไปเจอโลกด้วยตัวเอง                 พวกเขาให้คุณค่ากับประสบการณ์ในการใช้ชีวิต มากกว่าการทำงานอยู่ที่ใดที่หนึ่งไปตลอดชีวิต

  • Gen Y ตอนปลาย : 

          -  คนกลุ่มนี้ รุ่นอายุ 20 กว่า ๆ 

          -  คนรุ่นก่อนหน้าได้สร้างตัวมาจนมั่นคงแล้ว ลูกหลานที่เป็น Gen Y ตอนปลายจึงไม่ต้องผ่านความยากลำบาก 
             ส่งผลต่อนิสัยที่ทำให้คนมักมองว่าคนกลุ่มนี้ติดมือถือ ขี้เกียจ ไม่อดทน และเปลี่ยนใจเร็ว
             แต่สำหรับเรื่องเทคโนโลยี คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึง และมีความสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
             มากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ 

          -  ด้วยการที่เข้าถึงเทคโนโลยีมากกว่า จึงทำให้คนกลุ่มนี้จะเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง 

  • สิ่งที่สามารถสร้างอิมแพคกับคนรุ่นนี้ ได้แก่ : 

          -  เทคโนโลยีที่ทำให้เขามีตัวตน มีโอกาสสร้างรายได้หรือเลื่อนสถานะทางสังคม

          -  การดูแลตนเอง การมีภาพลักษณ์ที่ดี หรือหุ่นที่ดี ที่จะอวดได้ในโลกออนไลน์

          -  แบรนด์ที่เชื่อมโยงกับความเป็นตัวตนของเขา ใช้แล้วโดดเด่น แสดงสเตตัสบางอย่าง

          -  ชื่นชอบโซเชียลมีเดียที่ได้โชว์ความเป็นตัวเอง อย่าง Instagram หรือ twitter

          -  มีความสนใจสินค้าหรือบริการ ที่จะสร้างความสุข ณ ปัจจุบัน เช่น การท่องเที่ยว โปรคุ้มค่า
             ใช้เงินซื้อประสบการณ์ ไวน์ รถราคาแพง สินค้าแบรนด์เนม หุ้นและการลงทุน
             รวมถึง สิ่งที่จะทำให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับสังคม 

          -  นอกจากนี้ คน Gen Y ยังชอบคอนเทนต์ที่จะช่วยพัฒนาตัวเอง, เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ทางออนไลน์

 

     1.5 กลุ่ม Gen Z (1996 - ปัจจุบัน)

  • ความที่คน Gen Z เขาเกิดมาในยุคที่มีอินเตอร์เน็ตใช้อย่างกว้างขวาง โลกแห่งการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปอยู่ใน IT Gadgets เพียงแค่คลิกนิ้ว จึงคนกลุ่มนี้ให้น้ำหนักความสำคัญกับชีวิตในโลกดิจิทัลมากกว่าการอาบน้ำหรือมีรถด้วยซ้ำ

  • คนกลุ่มนี้จัดเป็นพวก Digital Natives อย่างแท้จริง บางคนก็เชี่ยวชาญมากจนถึงขั้นเป็น Tech savvy เลย

  • คน Gen Z มีแนวโน้มจะใกล้เคียงกับ Gen Y ตอนปลาย พวกเขาเติบโตในโลกที่รอไม่ได้ ทุกอย่างต้องรวดเร็ว ชอบความทันใจ วัดผลเป็นรูปธรรมได้เดี๋ยวนั้น เขาจึงไม่เก็ตกับการอดทนรอคอยอะไรนาน ๆ
    แบบคนรุ่นก่อน ๆ 

  • แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจอันนึง จากการที่ทีมงาน Extra Sunday เก็บผลสำรวจประมาณ 200 กว่าคน
    คน Gen Z  ถือเป็นกลุ่มที่ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องแบรนด์มากนัก ถ้ารู้สึกว่าแบรนด์ไหนไม่ยึดถือคุณค่าเดียวกับตัวเอง ก็พร้อมเปลี่ยนใจทันที  

  • สิ่งที่สามารถ สร้างอิมแพคกับคนรุ่นนี้ ได้แก่ :

          -  การสร้างแบรนด์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ น่าดึงดูด 

          -  มองลึกไปถึง value ที่แบรนด์นั้น ๆ ยึดถือ เช่น สินค้านี้รักโลกรึเปล่า ?
             สินค้านี้มีนโยบายที่เป็นธรรมต่อแรงงานหรือไม่ ?

          -  เอนจอยกับอะไรที่รวดเร็วทันใจ ไม่เสียเวลา

          -  ชอบคอนเทนต์สั้น ๆ ใช้ภาษาที่รู้กันเฉพาะกลุ่ม เช่น การสร้างมีม, ใช้ twitter 

 

บทสรุปของการรู้ Insight - เข้าใจ Target คือ คนแต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างกัน

เพราะฉะนั้นแบรนด์คุณต้องเลือกว่าแล้วคุณจะจับกลุ่มไหนเป็นพิเศษ 

 

     2. ศึกษาคู่แข่ง หาจุดที่เราได้เปรียบมาสู้

  • เจ้าของธุรกิจจำนวนไม่น้อย มักเข้าใจว่าฉันรู้จักแบรนด์ของฉันดีที่สุด เพราะฉันอยู่กับมันตลอดเวลาสิ่งนี้อาจจะจริง แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

  • หลายคนเมื่อทำธุรกิจแล้วพบปัญหา สื่อสารยังไงก็ไม่ตรงเป้าหมายซะที สิ่งที่แบรนด์อื่นมี เราก็มีหมดเลย แต่ทำไมรู้สึกไม่ใช่ฉันยังไงไม่รู้ CI เราก็มี Art work เราก็มี แต่เหมือนมันขาด direction ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูก 

  • ปัญหานี้ แก้ได้ด้วยการย้อนกลับมาทำความเข้าใจแบรนด์ของคุณ การค้นหา Brand DNA จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าตัวตนของแบรนด์เราคือใคร ควรต้องสื่อสารแบบไหน คุณจะไม่เสียเวลาไปทำตามคนอื่นในสิ่งที่มันไม่ใช่คุณ

  • Carl Jung นักจิตวิทยา ได้พูดถึงตัวตนของคนไว้ 12 แบบ และได้กลายมาเป็นเครื่องมือของนักการตลาดที่เอามาใช้ในการสื่อสาร ทำให้การสื่อสารในเชิงอารมณ์ความรู้สึกถูกนำมาใช้มากขึ้น และกลายเป็นการสร้างมิติของสินค้าหรือบริการที่เชื่อมโยงกับตัวตนของลูกค้าที่ถูกจริตของบุคลิกต่าง ๆ เช่นเดียวกัน

  • นอกจากรู้จักตัวเองแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือ การเทียบคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือบางสินค้า รวมไปถึงการเปรียบเทียบสินค้าในอุตสาหกรรมอื่น (ที่เป็นคู่แข่งกันทางอ้อม) อย่างโค้ก เขาเคยพูดว่า คู่แข่งของเขาไม่ใช่แค่เป๊ปซี่ แต่คือเครื่องดื่มทุกชนิด หรืออย่าง Netflix ที่มองว่าคู่แข่งของเขา คือ ความง่วงและการนอนหลับ 

  • การเข้าใจว่าตัวเราคือใคร และคู่แข่งคือใคร จะทำให้เรากำหนด Brand Positioning ได้ง่ายขึ้น แบรนด์ที่มีความชัดเจนในแนวทาง คนก็จะจำได้มากกว่า เพิ่มโอกาสปิดการขายได้ง่ายกว่า


     3. กำหนด Brand Positioning ที่ชัดเจน

  • เมื่อรู้จักตัวเอง-รู้จักคู่แข่ง ก็จะสามารถกำหนด Brand Positioning ของเราได้ง่ายขึ้น

  • Brand Positioning เกิดจาก 3 องค์ประกอบนี้ ได้แก่ 

        3.1  Vision : ภาพอนาคตที่แบรนด์มองเห็น ไม่ว่าจะเป็น 3 ปี 5 ปี หรือ 100 ปีก็ตาม

        3.2  Purpose

              -  เป็นมากกว่าเป้าหมายในเชิงกำไร แต่คือ ความมุ่งหมายที่แบรนด์ของคุณตั้งใจจะทำให้สำเร็จ

              -  ลองตอบคำถามว่า แบรนด์ของคุณสามารถทำให้สังคมนี้ดีขึ้นยังไง ? หรือทำไมโลกนี้ต้องมีแบรนด์ของคุณ ?

        3.3  Value

              -  Value หรือ สิ่งที่นักการตลาดจะเรียกมันว่า

                 Unique selling point = จุดที่ลูกค้าตัดสินใจจ่ายเงินให้แบรนด์นี้

             -  อะไรคือสาเหตุหลักๆ ที่เขารู้สึกว่า มันคุ้ม ที่จะจ่ายเงินให้กับสินค้าหรือบริการ ที่เขาไม่เคยได้จากแบรนด์อื่น

 

     4. ทำ Brand Story 

  • การมองหา มองเห็นที่มาที่ไป จนสามารถสร้างเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็น จุดกำเนิดสถานที่ หรือ สูตรของสินค้า ที่ส่งผลต่อผู้ซื้อ ทั้งเหตุผล และความรู้สึกจะเป็นเรื่องที่แบรนด์ต้องใส่ใจ ให้ความสำคัญ

  • เพราะผู้บริโภคในปัจจุบัน มองลึก และอยากจะเห็นทั้งหมดของแบรนด์ที่เขาจะรัก เหมือนกับคนรักของเขา พูดง่ายๆ ถ้าแบรนด์พร้อมให้ความจริงใจ ให้ความโปร่งใส แม้จะเกิดความผิดพลาด แต่หากแบรนด์สามารถแสดงจุดยืน ความรับผิดชอบ และแก้ไข อย่างกล้าหาญ เช่นเรื่องราวในอดีตที่ จอนห์สัน แสดงความรับผิดชอบ ต่อการเสียชีวิตของลูกค้าที่กินยา ตัวนึงเข้าไปอย่างทันท่วงที ทำให้ยอดขายที่หายไป นั้นกลับมาและมากกว่าเดิม หลังจากที่แบรนด์ไม่หลบหลีก หลบหนีความรับผิดชอบ

 

     5. สร้าง Brand Experience (BX

  • การออกแบบประสบการณ์ของแบรนด์ คือ การสร้างประสบการณ์ในการรับรู้ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งจนกระทั่งซื้อสินค้า เป็นเรื่องที่แบรนด์ในปัจจุบันต้องปวดหัวไม่น้อย

  • แบรนด์ใหญ่ ๆ อย่าง Apple เอง ก็เคยถูกคนรุ่น Gen X ตำหนิ ถึงความหยิ่งยโส และเข้าถึงยากเมื่อไปถึงร้าน และพบว่าเขาซื้อสินค้าโดยตรงไม่ได้ ต้องซื้อผ่านออนไลน์เท่านั้น หรือแบรนด์รุ่นใหม่ ๆ อย่าง Samsung Huawei ที่ไม่สามารถรับมือการลูกค้ารุ่น baby boomers ได้ดีมากนัก ดังนั้น การออกแบบประสบการณ์แบรนด์ จึงมีความซับซ้อน และต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มให้แม่นยำ จึงจะเกิดจุดพอดีที่ทำให้ทุกกลุ่มเกิดความพอใจได้

  • ตัวอย่างของการสร้างประสบการณ์แบรนด์ที่จัดว่าทำได้ดี คือ Starbucks เราจะเห็นว่าเขาสร้าง
    Brance experience มาตั้งแต่จอดรถ จนลูกค้าเดินเข้าร้าน ทำให้ลูกพึงพอใจในทุก ๆ ดีเทล ตั้งแต่ การเลือกเก้าอี้นั่ง การเลือกเพลงชิล ๆ การมองเห็นตู้ขายสินค้า การให้ความเป็นกันเอง ของบาริสต้า ความใส่ใจของการบริการอย่างไม่ลดละ เป็นจุดสำคัญของ Starbucks ที่สามารถเอาชนะใจของคนทุก Gen ได้

  • ปัจจัยที่ต้องคิดสำหรับ การสร้างประสบการณ์แบรนด์ก็คือ Customer Journey ที่แบ่ง ประสบการณ์ผู้ใช้ออกมาเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ การไม่รู้จัก, การสนใจ, การพิจารณา, การซื้อ, การเป็นลูกค้าประจำ เมื่อเรามองลูกค้าเห็นว่าในแต่ละขั้น เราจะวางแผนให้เขาไปต่อกับแบรนด์ของเรา ใน 5 ขั้นได้อย่างไรบ้าง จะทำให้เราพอมองภาพการสร้าง Brance experience ได้นั่นเอง

  • การมาของเรื่อง DATA ทำให้โลกของการทำแบรนด์เปลี่ยนไป นอกเหนือจากการที่เราวิเคราะห์พฤติกรรมที่มีเครื่องมือแบบ Ai หรือยกตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อเราเข้าไปอ่าน หลังบ้าน FB หรือ website ว่า มีใครเข้ามาบ้าง อายุเท่าไหร่ อาชีพอะไร

  • ในปัจจุบัน การสร้างแบรนด์ การใช้ Data analytics เริ่มกลายเป็นเครื่องมือสำคัญกว่าความคิดสร้างสรรค์ การมองเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงสถิติ แนวโน้มการอ่านสัญญาณการซื้อของลูกค้าผ่านหน้า Dashboard เพื่อกำหนดวิธีการสื่อสารจะทำให้แบรนด์ตั้งเป้าหมายได้ดีขึ้น ก็มีความเรียลมากขึ้น

  • ดังนั้น ในแต่ละช่วงของการกำหนด  Brance experience เมื่อเรารู้แล้วว่า จากไม่รู้จัก จนกระทั่งไปจบที่การซื้อสินค้า ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ก็สามารถนำมาคำนวณ จำนวนเวลา การมองเห็น การรับรู้ ปริมาณคนต่อวัน เพื่อทำให้ customer journey ในแต่ละช่วงมีประสิทธิภาพมากที่สุด จนกระทั่งส่งต่อมายัง goal ที่ที่สำคัญก็คือ ลูกค้าประจำ ผู้จงรักภักดี

 

      6. สื่อสารเสนอขาย ให้ได้ลูกค้า 

  • ในยุคที่เรากำลังเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่า ควอนตัม คอมพิวเตอร์ หรือสิ่งที่วิ่งอย่างรวดเร็วยิ่งกว่า ยุค ดิจิตอล ใจของคนเรามีการพลิกผันตัดสินใจในเสี้ยววินาที เหมือนกับการซื้อของใน Shopee ที่แย่งลูกค้ากันแบบวินาทีต่อวินาทีว่าใครมีโปรโมชั่นดีกว่า เด้งขึ้นมากระแทกใจ ณ เดี๋ยวนั้น ทั้งเรื่องของ ราคา การออกแบบ สิ่งที่เสนอให้ และ ประโยชน์ ทุกมิติของการนำเสนอจึงมีนัยยะสำคัญ

  • แบรนด์เมื่อเลือกแพลตฟอร์มการสื่อสาร ได้แล้ว การเลือก ภาษาสื่อสาร โทน น้ำเสียง ภาพจำ สีสัน และ ความถี่ จะมีผลต่อการแข่งขันและจดจำทั้งสิ้น แบรนด์ที่อยู่ห่างผู้บริโภค สื่อสารน้อยเกินไปจะเสียเปรียบ แต่ในขณะเดียวกัน การนำเสนอเยอะ ๆ ก็ใช่ว่าดีกว่าเสมอไป แบรนด์ที่เลือกจุดนำเสนอที่โดนใจมากกว่าก็สามารถเอาชนะคู่แข่งได้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น Huawei สามารถแย่งชิงตลาดของแบรนด์อย่าง Apple ได้ไม่น้อย เมื่อ function กล้อง โดนใจมากกว่าและราคาถูกกว่า

  • เราจะวัดผลอย่างไรจากแบรนด์ที่คนยังจำไม่ได้นำไปสู่ แบรนด์ที่คนประทับใจ รักในแบรนด์ ส่วนใหญ่การทำแบรนด์ จะมองเรื่องนั้น มากไปกว่าการซื้อ ซ้ำ แล้ว อะไรคือปัจจัยที่จะทำให้เขา อยากเข้ามา พูดคุย ติดตาม หรือ รอคอย สินค้า บริการใหม่ๆ จาก สินค้า หรือบริการเรา นอกเหนือ ไปจากจำนวน ที่เราต้องกำหนด ตั้งแต่การที่เรา reach หาผู้คน จนมาถึง customer journey ช่วงสุดท้าย ก็คือ เป็นแบรนด์ที่รัก ที่คนติดตาม การตั้งจำนวน % เป็น มาตรวัด ยังเป็นเครื่องมือคำนวณที่สำคัญ เช่น ถ้ากรวยสุดท้าย อยู่ที่ 1% ถ้าคุณอยากมีลูกค้าที่ 1,000 คน อาจจะเป็นไปได้ว่า การรับรู้แบรนด์ของคุณอาจจะต้องมีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนเลยทีเดียว ซึ่งก็ต้องไปดูด้วยว่า แล้วคุณเลือก platform ไหนที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ

 

ทั้งหมดนี้ เป็นกลยุทธ์แบรนด์ 2021 เพื่อให้คุณได้ไอเดียในการสร้างแบรนด์ที่จะนำมาซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นครับ

🔑 ถ้าคุณกำลังมองหากลยุทธ์ในการปรับตัว เพื่อไปต่อได้ไกลกว่า

🎯 Extra Sunday มีประสบการณ์ในเรื่องการจัดการแบรนด์ ในการทำ Business solution หรือแก้ปัญหาธุรกิจ

ด้วยการใช้เครื่องมือองค์รวม เพื่อผลักดัน การขาย และศักยภาพของแบรนด์

ด้วยส่วนผสมเครื่องมือ brand marketing จากทีมงานมืออาชีพ

 

1️⃣ Branding Consulting & Service

✨บริการรับปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์

 

2️⃣ Creative Branding & Communication

✨ รังสรรค์เรื่องเล่าที่ใช่ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางธุรกิจ

 

3️⃣ Marketing & Sales Distribution

✨ วางกลยุทธ์ ทำกำไร พัฒนาช่องทางเพิ่มยอดขาย

 

4️⃣ Online Marketing

✨ เปลี่ยนยอดคลิก เป็นยอดขาย ง่ายกว่าที่เคย

 

5️⃣ Training Workshop ที่จะช่วยติดอาวุธทางธุรกิจให้องค์กร

 

ลองเข้ามาพูดคุยกับเราได้นะครับ

Inbox : https://www.facebook.com/extrasunday

Tel : 086-710-5020

E-mail : [email protected]

29/1 Piyaplace BLDG.
Lungsuan, Pathumwan Bangkok 10330

Phone: 
+66 86 710 5020

OUR OFFICE

Copy right © 2020 extrasunday.co.th. All Right Reserved.​

สร้างผลลัพธ์ธุรกิจด้วยแบรนด์และการตลาดดิจิตอล​

กดตรงนี้เพื่อดูเบอร์โทร

กดตรงนี้เพื่อดูอีเมล

Call us Now!