ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์,สร้างแบรนด์,เรียน Branding,ที่ปรึกษาธุรกิจ SME,ที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์

Education Business Trend 2019

BLOG

 ไม่มีธุรกิจใดที่ไม่เจอการ Disrupt การศึกษาเองก็เช่นกัน ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปลี่ยนของธุรกิจการศึกษาในหลายมิติ ทั้งหลักสูตร ช่องทางการสอน และสื่อการเรียน แน่นอนว่าปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้คือ Disruptive Technology โดยเฉพาะ EdTech นอกจากนี้ยังมีปัจจัยรองลงมา เช่น ผู้ปกครองเปิดใจกว้างมากขึ้น / StartUp Ecosystem/ ความต้องการการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกระทบทั้ง Supply Chain ของธุรกิจการศึกษา ตั้งแต่ผู้ผลิตสื่อการสอนจนถึงโรงเรียนกวดวิชา สถาบันอุดมศึกษา หรือแม้กระทั่งการศึกษาขึ้นพื้นฐานอย่างโรงเรียนประถมและมัธยมก็ยังมีการเปลี่ยนแปลง เหล่าผู้ประกอบการต้องเลือกระหว่างจะสู้กับเทคโนโลยี หรือหาประโยชน์จากมัน

 

Disruptive Trend 1: จีนบุกตลาดการศึกษาไทย

 

       ธุรกิจการเปิดโรงเรียนยังคงเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนดี โดยเฉพาะโรงเรียนนานาชาติที่มีมูลค่าตลาดปีละประมาณ 63,000 ล้านบาท โดยในปี 2561 มีการเปิดโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ถึง 5 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการในชานเมืองและต่างจังหวัด หลักสูตรโรงเรียนนานาชาติที่ได้รับความนิยมมากที่สุดยังคงเป็นหลักสูตรของประเทศอังกฤษ แต่ที่เราคาดว่าจะได้เห็นมากขึ้นคือโรงเรียนหลักสูตรจีนในรูปแบบโรงเรียนประจำ เพื่อรองรับบุตรหลานชาวจีนแผ่นดินใหญ่ (การเข้ามาของนักเรียนจีนยังส่งผลให้ราคาอสังหาฯสูงขึ้นอีกด้วย เพราะพ่อแม่ชาวจีนซื้อบ้านในไทยให้ลูกอยู่) ค่าใช้จ่ายในการเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยตกอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาท ต่อปี ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของค่าใช้จ่ายในการส่งบุตรหลานเรียนโรงเรียนนานาชาติในประเทศจีน คนจีนจึงเริ่มสร้างโรงเรียนในไทย พร้อมทั้งนำนักเรียนของตัวเองมาด้วย

 

 

Disruptive Trend 2: ยุคแห่งโรงเรียนทางเลือก

       

       อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เราจะได้เห็นมากขึ้นในปี 2019 คือการสร้างความแตกต่างในการเรียนการสอน ซึ่งจะเปลี่ยนไปจากอดีตที่มีหลักสูตรแกนกลางที่ทุกโรงเรียนต้องปฏิบัติตาม ปัจจุบันโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะเอกชนและนานาชาติพยายามดึงเอาหลักสูตรการเรียนการสอนจากต่างประเทศ หรือการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศุนย์กลาง เช่น โรงเรียนเพลินพัฒนา (ใช้แนวทางการสอนพหุปัญญาของ Howard Gardner) โรงเรียนดรุณสิกขาลัย ( ใช้แนวทางการสอน Constructionism ของ Seymour Papert) โรงเรียนปัญโญทัย (หนึ่งในเครือข่ายโรงเรียนวอลดอร์ฟนับพันแห่งจาก 50 ประเทศทั่วโลก)

 

 

Disruptive Trend 3: Credit Banking Model

 

       โมเดลการศึกษาแบบ Credit Banking นั้นมีจุดเริ่มต้นจากอเมริกา ที่มองว่าปริญญาคือความสำเร็จที่ได้มาจากการฝากความรู้ (เหมือนทยอยฝากเงินในธนาคาร) จนครบจำนวน โมเดลนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษามีอิสระในการเลือกเรียนมากขึ้น และรองรับ StartUp Ecosystem ให้สามารถเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ไม่จำเป็นต้องเรียนต่อเนื่อง 4 ปี โมเดลนี้จะครอบคลุมทั้งการเรียนปกติในมหาวิทยาลัย คอร์สออนไลน์ และหลักสูตรระยะสั้นต่างๆมาเทียบเป็นหน่วยกิตสำหรับรับปริญญา

รูปแบบการศึกษาแบบนี้จะทำให้มีโอกาสทางธุรกิจทางการศึกษาเพิ่มอีกมาก โดยเฉพาะสถาบันที่เปิดสอนคอร์สระยะสั้น หรือคอร์วิชาชีพ เพราะสามารถขอใบอนุญาตเพื่อนับเป็นหน่วยกิตจากมหาวิทยาลัยได้ หรือบางวิชาสามารถเรียนแบบ Online (ในกรณีที่นักศึกษาเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย) หรือเรียนแบบ Hybrid (เรียน Online ผสมกับ In-class) รูปแบบการบูรณาการแบบนี้มีมานานแล้วในประเทศอเมริกาและยุโรป ซึ่งพิสูจน์แล้วได้ผลดีกว่าเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว

 

 

Disruptive Trend 4: MOOC

 

       อีกหนึ่งเทรนด์การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยคือ Massive Online Open Class (MOOC) ซึ่งมีจุดประสงค์คือกระจายความรู้จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เช่น นักศึกษาวิทยาลัยท้องถิ่นสามารถเรียนออนไลน์คอร์สของ Harvard แล้วนำมาเทียบหน่วยกิตของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นได้ หรือผู้ที่สนใจ ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดวัย สามารถเก็บหน่วยกิต มาขึ้นทะเบียนเรียนจบเพื่อรับปริญญา โดยในแต่ละปีมีคนลงทะเบียนเรียนผ่าน MOOC ประมาณ 60 ล้านคน ผ่าน 700 มหาวิทยาลัย ในประเทศไทยเองมีผู้ลงทะเบียนบน CU MOOC ของจุฬา กว่า 60,000 คน และผู้เรียนจบแล้ว ประมาณ 26% (ค่าเฉลี่ยอัตราเรียนจบของทั่วโลกคือ 5%-10%) แสดงให้เห็นว่าในไทยมีความต้องการการศึกษาแบบนี้ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ลงทะเบียนเรียน Online มากที่สุด

 

 

Disruptive Trend 5: Online Tutor

 

      ในปี 2561 ธุรกิจสถาบันกวดวิชามีรายได้ลดลงเฉลี่ย 10%-15% แต่รายได้ที่ลดลงไม่ได้หมายถึงการอิ่มตัวของตลาดกวดวิชา เพราะความการต้องการการเรียนกวดวิชายังมีอยู่มาก แต่กระจายอยู่ในต่างจังหวัด จากข้อมูลของกระทรวงศึกษา สัดส่วนการเรียนพิเศษของเด็กไทนทั้งประเทศมีเพียงแค่ 14% ในขณะที่ประเทศเพื่อนในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ มีสัดส่วนการเรียนพิเศษมากถึง 70%-90% ดังนั้น ทิศทางที่ควรจะเป็นของโรงเรียนกวดวิชาตอนนี้คือคอร์สออนไลน์เพราะสามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา กำจัดข้อจำกัดทางการตลาดไปได้มาก นอกจากจะได้ขยายตลาดแล้ว ยังสามารถลดต้นทุนค่าเช่าได้หลายแสนบาทต่อเดือน ถึงแม้ว่าคอร์สออนไลน์จะราคาต่ำกว่าคอร์สปกติประมาณ 30%-70% แต่จำนวนนักเรียนที่มากขึ้น และต้นทุนที่ลดลง ทำให้การสอนออนไลน์คือคำตอบที่ดีที่สุดของธุรกิจกวดวิชา

 

 

Disruptive Trend 6: EdTech StartUp

 

      การลงทุนใน EdTech เป็นเทรนด์ที่นักลงทุนจับตามอง การลงทุนของ VC ใน EdTech ทั่วโลกปัจจุบันอยู่ที่ 2.9 แสนล้านบาท และคาดว่าในปี 2563 การลงทุนจะสูงถึง 3.1 แสนล้านบาท โดยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีการลงทุนจาก VC ประมาณ 4.6 พันล้านบาท ในประเทศไทยนั้น คาดว่าการลงทุนจะสูงถึงประมาณ 3 ร้อยล้านบาท

ดังนั้น เราจะได้เห็น EdTech กันมากขึ้น เช่น การใช้ AI, Augmented Reality, Virtual Reality, Mixed Reality และ IOT ในการเรียนการสอน การสร้าง Personalized Learning Pathway รวมถึงเทคโนโลยี Cognitive Learning และรัฐบาลเองก็มีแนวโน้มที่จะสนับสนุน EdTech StartUp เช่น การสร้างกองทุน การให้งบโรงเรียนเพื่อจัดซื้อจัดจ้าง EdTech หรือมาตรการสนับสนุนทางภาษีและเงินกู้

 

 

 

 

Source

https://www.prachachat.net/education/news-273079 https://www.scmp.com/property/hong-kong-china/article/2159400/mainland-chinese-parents-buy-education-and-properties https://socialtextjournal.org/periscope_article/the_banking_model_of_education/ https://www.posttoday.com/life/life/316736 https://workpointnews.com/2018/09/14/เจาะตลาด-mooc-มหาวิทยาลัย/ https://techsauce.co/news/stormbreaker-venture-accelerator-aseans-first-edtech-accelerator-program/

 

 

29/1 Piyaplace BLDG.
Lungsuan, Pathumwan Bangkok 10330

Phone: 
+66 86 710 5020

OUR OFFICE

กดตรงนี้เพื่อดูอีเมล

กดตรงนี้เพื่อดูเบอร์โทร

สร้างผลลัพธ์ธุรกิจด้วยแบรนด์และการตลาดดิจิตอล​

Copy right © 2020 extrasunday.co.th. All Right Reserved.​

Call us Now!