สอบถามเพิ่มเติม คลิก!

การออกแบบสี Color design

การออกแบบสี Color design

การออกแบบสีสำหรับเพื่อใช้ในแบรนด์ จำเป็นจะต้องเข้าใจในเรื่องของ Personality ก่อนเป็นอันดับแรกในความหมายของการกำหนดบุคลิกซึ่งสามารถนำเอาหลักการของ Archetype เพื่อค้นหาบุคลิกในแบบของเราได้จะเป็นตัวช่วยอย่างนึง ในการกำหนดสี นอกเหนือไปจากประเภทของธุรกิจ หรือ ลักษณะของสินค้า เพียงอย่างเดียว

Trend ของสี กับ Pantone    
ความนิยมของการใช้สี ที่สถาบันอย่าง Pantone (เพื่อใช้เป็นการกำหนดการพิมพ์สี และเรียกสีนั้นให้ง่ายขึ้น)กำหนดมานั้น เป็นเรื่องสำคัญในการที่จะต้องพิจารณา ต่อการเลือกใช้ในแบรนด์ของเรา เพราะสีที่อยู่ในความนิยมจะมีโอกาสดึงดูดผู้คน ได้ดีกว่าที่สีที่ไม่ได้อยู่ในช่วงความนิยมในปีนั้น ๆในปีนี้สีที่

Pantone เลือกขึ้นมาได้แก่ Classic Blue เป็นสี Pantone ประจำปี 2020 รหัส PANTONE 19-4052      Pantone ให้คำอธิบายว่า นี่คือสีน้ำเงินที่ให้ความรู้สึกไร้กาลเวลาสำหรับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงความเรียบง่าย ความสงบ เป็นสีของท้องฟ้าในยามค่ำที่ให้ความรู้สึกอุ่นใจ ตลอดจนให้ความมั่นใจที่จะก้าวไปข้างหน้าในวันที่โลกเกิดความไม่แน่นอน

ความเข้าใจในเรื่องโทนของสีและประเภทของสีต่อการใช้งาน    

สีในทางทฤษฎีแบ่งออกเป็น โทนร้อน และโทนเย็น ในทางจิตวิทยา สีโทนร้อนจะสามารถกระตุ้นความสนใจเลือดสูบฉีดได้ดีกว่า แต่ในขณะที่สีทนเย็นจะให้ความอบอุ่น ความเย็นสบายตา พักผ่อนลดความเครียดได้ดีกว่า      

โทนของสี
- เราสามารถแบ่งสีออกเป็น 2 วรรณะ

โทนเย็น (cold tone)
สีที่อยู่แถบขวาทั้งหมด เหลืองเขียว/เขียว/เขียวน้ำเงิน/น้ำเงิน/น้ำเงินม่วง/ม่วงเป็นกลุ่มสีที่ทำให้เกิดความรู้สึกสดชื่น เย็นสบาย

โทนร้อน (warm tone)
สีที่อยู่แถบซ้ายทั้งหมด ม่วงแดง/แดง/แดงส้ม/ส้ม/ส้มเหลือง/เหลืองเป็นกลุ่มสีที่ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ร้อนแรง สนุกสนาน

โทนกลาง ที่สามารถอยู่ได้ทั้งโทนร้อนและเย็น คือ สีเหลือง/ม่วงยกตัวอย่างเช่น ถ้านำสีเหลืองไปลงสีในภาพของพระอาทิดย์ จะรู้สึกร้อนแต่ถ้านำสีเหลืองมาระบายใบไม้ก็จะรู้สึกเย็นสบายได้เช่นกัน    

สีกลาง (muddy colors) เป็นสีที่เข้าได้กับทุกสี น้ำตาล/ขาว/เทา/ดำ สามารถนำไปลดความรุนแรงของสีอื่นหรือสามารถทำให้งานดูเด่นขึ้นได้อีกด้วย      

โดยลำดับของสีนั้นจะมี 3 ขั้น ซึ่งจะเริ่มจาก 3 สีหลัก คือ แดง เหลือง น้ำเงินและต่อขึ้นไปขั้นที่ 2 ด้วยการน้ำ 3 สีมาผสมกัน ได้แก่ สีแดง ผสมกับ สีเหลือง ได้ สีส้ม (Orange)          
สีแดง ผสมกับ สีน้ำเงิน ได้ สีม่วง (Purple)          
สีเหลือง ผสมกับ สีน้ำเงิน ได้ สีเขียว (Green)          
และจบขั้นสุดท้ายที่ สีแดง ผสมกับ สีส้ม ได้ สีส้มแดง (Vermillion)          
สีแดง ผสมกับ สีม่วง ได้ สีม่วงแดง (Magenta)          
สีเหลือง ผสมกับ สีเขียว ได้ สีเขียวเหลือง (Chartreuse)          
สีน้ำเงิน ผสมกับ สีเขียว ได้ สีเขียวน้ำเงิน (Teal)          
สีน้ำเงิน ผสมกับ สีม่วง ได้ สีม่วงน้ำเงิน (Violet)          
สีเหลือง ผสมกับ สีส้ม ได้ สีส้มเหลือง (Amber)      

ประเภทของการเอาไปใช้กับแบรนด์ คุณจะต้องออกแบบสีให้ถูกต้อง โดยเริ่มต้นจำแค่ 2 ส่วนสำหรับเพื่อใช้ในคอมพิวเตอร์การกำหนดสี RGB แต่ถ้าเป็นสิ่งพิมพ์จะต้องใช้ในหมวดหมู่ของ cmyk      

สีกับการแต่งตัว และแบรนด์บุคคล    
การแต่งตัวนอกเหนือไปจากเรื่องสี ยังมีเรื่องของ ชุด แพทเทิร์น และลักษณะของผ้ารวมถึงลวดลายของผ้า เข้ามามีบทบาท แต่สิ่งที่สำคัญ ก็คือ การเข้าใจเรื่องของ สีผิว หรือ Skintoneโดยโทนสีผิวจะแบ่งออกเป็น cool (โทนเย็นออกชมพู) warm (โทนร้อนออกเหลือง) และ neutral(โทนธรรมชาติ เหลือง-ชมพูผสมกัน)      

โดยสามารถใช้วิธีเช็คโทนผิวของตัวเองแบบง่ายๆ คือ    
ถือเศษกระดาษสีขาวเทียบกับผิวหน้าตัวเอง แล้วส่องกระจกดูว่าสีผิวคุณเทียบกับกระดาษขาวแล้วเป็นยังไงบางทีก็สีออกเหลือง บางทีก็แดงอมฟ้าหรือแดงอมชมพู แต่บางทีก็ไม่ใช่ทั้งหมด เป็นสีออกเทาๆ แทน

ถ้าเทียบกับกระดาษแล้วผิวคุณออกเหลือง หรือซีดๆ แสดงว่าคุณเป็นคนผิวโทนเหลืองถ้าเทียบกับกระดาษแล้วผิวคุณออกชมพู แดง หรือแดงอมฟ้า แสดงว่าคุณเป็นคนผิวโทนชมพูแต่ถ้าเทียบกับกระดาษแล้วผิวคุณออกเทา แสดงว่าคุณเป็นคนผิวโทนเขียวมะกอกแบบ neutral undertoneถ้าคุณผิวสีเขียว ผสมกับอันเดอร์โทนออกเหลืองให้ทดลองทั้งแบบผิวโทนเหลืองและธรรมชาติ เพราะอยู่กลางๆ ระหว่างสองแบบ

ถ้าไม่ออกเหลือง มะกอก หรือชมพูเลย แสดงว่าคุณผิวแบบ neutral คือสีธรรมชาติ เหลือง-ชมพูกลางๆเรียกว่าใช้รองพื้นและเครื่องสำอางสีอะไรก็สวย ทั้งของผิวโทนเหลืองและชมพู    

วิธีการจัด Palette สีให้กับแบรนด์ของคุณ    
การเลือกโค้ดสีที่ถูกต้องรวมถึงการเลือกคู่สี่ที่เหมาะสมจะทำให้แบรนด์นั้นมีความน่ามองมีความสมดุลย์มากกว่าการที่ไม่ได้รู้จักการเลือกใช้สีอย่างถูกวิธี ลำดับการจัดวางสี เพื่อให้มีกลุ่มสีในการใช้งานอาจจะเลือกไว้ อย่างน้อย 6 สี โดยมีสีหลัก 1 -3 สี และสีรอง อีก 3 สี และวางน้ำหนักเฉลี่ยในรูปอยู่ที่ 60:30:10      

วิธีการเชื่อมโยงสีกับ สัญญลักษณ์ และความหมาย    
การนำเอาชื่อ ความหมาย สัญญลักษณ์ และสีมาเชื่อมโยงกันในทางทฤษฎีสามารถอ้างอิงได้กับหลักการ
ของ Semiotics ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตีความ และการรับของประสาทมนุษย์ โดยมีสิ่งที่เคยรับรู้มาก่อน เป็นต้นทุนหลักเช่น เมื่อพูดถึง กล้วย คนจะคิดถึง กล้วยหอมสีเหลือง และเมื่อพูดถึงความหมาย คนก็อาจจะนึกถึงสิ่งที่ง่ายๆหรือแทนอวัยวะเพศของผู้ชาย เป็นต้น    

การใช้หลักการแบบ Semiotics ทำให้การตีความหมายของการใช้สิ่งต่างๆ ตั้งแต่คำเรียก สี สัญญลักษณ์ จะถูกเชื่อมโยงให้เป็นเรื่องเดียวกัน จะทำให้การสร้างแบรนด์มีความชัดเจนมากขึ้นการสื่อความไปยังกลุ่มเป้าหมายจะมีโอกาสทำความเข้าใจ หรือประทับใจได้ดีกว่า

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สร้างผลลัพธ์ธุรกิจด้วยแบรนด์และการตลาดดิจิตอล

Design by Genius
facebook extrasunday ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์
Copyright © 2021 extrasunday.co.th. All Right Reserved.​